สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับรีวิวหนังสือที่ห่างหายไปเสียนาน ตอนแรกว่าจะรีวิวอีกเล่มที่อ่านจบก่อนกลับไทย แต่ไปๆมาๆก็ผัดผ่อนมาตลอด พอดีกับที่ AAA ออก Official Book เล่มใหม่ เป็นนิยายที่เขียนขึ้นจากบทสัมภาษณ์เดี่ยวของแต่ละคน ด้วยความติ่งก็เลยลัดคิวเอาเล่มนี้มารีวิวก่อนค่ะ :P
สำหรับเล่มนี้เป็นหนังสือ Official Book เล่มแรกที่ออกมาในรูปแบบของนิยายเพื่อฉลองเดบิวต์ครบรอบ 11 ปีของวง ซึ่งมาจากการพูดคุยกับสมาชิกแต่ละคนในหัวข้อ “เหตุการณ์ที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำมากที่สุดจากการทำกิจกรรมของ AAA มาจนถึงตอนนี้คืออะไร?” นั่นเองค่ะ หมายความว่าเรื่องราวในเล่มคือประสบการณ์จริงของสมาชิกแต่ละคนที่ได้เจอมา แน่นอนว่าต้องมีการเรียบเรียงและเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปเพื่อให้สมบูรณ์และอ่านสนุกในฐานะของนิยายเล่มหนึ่งด้วย
ชื่อเรื่อง : あのとき、僕らの歌声は。 (Ano Toki, Bokura no Utagoe wa)
ผู้เขียน : AAA (เป็นเรื่องจริงจากบทสัมภาษณ์สมาชิกรายบุคคลทั้ง 7 คนและนำมาเรียบเรียงเป็นนิยายอีกทีค่ะ)
สำนักพิมพ์ : 幻冬舎 (GENTOSHA)
จำนวนหน้า : 237 หน้า
ราคา : 1,236 เยน + ภาษี
เนื่องจากเล่มนี้ไม่ได้ตีพิมพ์เป็นฉบับ 文庫 ที่เป็นเล่มเล็กๆ แต่ตีพิมพ์ในรูปแบบหนังสือปกติอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ดังนั้นราคาจึงสูงกว่าเล่มก่อนๆที่เคยรีวิวค่ะ (แต่อย่างว่า ขึ้นชื่อว่า official book ก็ต้องตีพิมพ์ตามมาตรฐานล่ะนะ)
ในส่วนของเนื้อหา ด้านในจะแบ่งเป็น 7 บทย่อย ซึ่งเป็นเรื่องราวของสมาชิกแต่ละคนเรียงตามช่วงเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตอนแรกสุดที่ยังไม่ได้หนังสือมา เราคิดเล่นๆว่าอาจจะแปลด้วยก็ได้ แต่พอได้อ่านจริงๆแล้วก็พับโครงการเก็บทันทีค่ะ ถึงภาษาจะไม่ยากมากแต่เราไม่มีเวลาว่างพอแปลแน่นอน =___=
Chapter 1 ミカンセイ (MIKANSEI)
"ถึงพวกเราจะเป็นวงที่ไม่สมบูรณ์ที่กวาดเอามารวมกันไว้ แต่ความรู้สึกนั้นเป็นเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน" (Uno Misako)หลังจากฝึกซ้อมไปได้สักพัก สตาฟฟ์ก็บอกว่าจะมีการเพิ่มสมาชิกผู้หญิง ทำให้มิซาโกะรู้สึกว่าเพราะตัวเองคนเดียวนั้นยังไม่พอ ยังไม่ไหวสินะ และยังมีเรื่องที่ไปแคสนักแสดงแล้วไม่ผ่าน ทำให้มิซาโกะยิ่งกดดันและไม่มั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น พร้อมกับกำหนดการเดบิวต์ที่ใกล้เข้ามาก็ยิ่งเพิ่มความกดดัน จนสุดท้ายแล้ว นาโอยะก็เข้ามาคุยกับมิซาโกะที่ร้องไห้ออกมาจนไม่สามารถซ้อมต่อได้ว่า มิซาโกะจำเรื่องเสียงจิ้งหรีดที่ได้ยินในระหว่างการแสดงสตรีทไลฟ์ได้ไหม กว่าจิ้งหรีดจะขึ้นมาจากพื้นดิน บางสายพันธุ์อาจต้องฝังตัวอยู่ในดินเป็นเวลาหลายปี และเมื่อได้ลอกคราบขึ้นมาก็มีเวลาได้สัมผัสกับความงดงามของโลกข้างบนแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ถึงอย่างนั้นจิ้งหรีดเองก็พยายามเต็มที่เพื่อที่จะได้ขึ้นมาบนผืนดิน เพื่อส่งเสียงร้องอย่างเต็มที่ จากเรื่องเล่านี้ทำให้มิซาโกะฉุกคิดได้และตั้งใจซ้อมอย่างเต็มที่
Chapter 2 虹 (Niji)
"ถ้ากับคนพวกนี้แล้วล่ะก็ จะไปถึงอีกฟากฝั่งของสายรุ้งเส้นนั้นได้" (Urata Naoya)ปัญหาคือทั้งสองรายการนี้เป็นรายการสด โดย Japan Record Award จัดที่สถานี TBS และงานมหกรรมเพลงขาวแดงจัดขึ้นที่ NHK Hall โดยขึ้นแสดงในงาน Japan Record Award ก่อน และอาศัยช่วงเวลาว่างก่อนจะประกาศรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมไปขึ้นแสดงที่ NHK Hall และกลับมาขึ้นเวที Japan Record Award เพื่อรอฟังผลอีกครั้ง ซึ่งเวลาในการเดินทางและเตรียมตัวระหว่างทั้ง 2 ที่มีไม่ถึง 10 นาที เมื่อจบการแสดงที่ Japan Record Award ในรอบแรก ทั้งสี่คนต้องรีบวิ่งมาขึ้นแท็กซี่ที่รอรับอยู่คนละคันพร้อมสตาฟฟ์ จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าในรถและวิ่งไปขึ้นแสดงในงานขาวแดง เมื่อแสดงเรียบร้อยก็ต้องวิ่งมาขึ้นแท็กซี่และเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดของ AAA อีกครั้ง
จากนั้น ก็ถึงเวลาประกาศผล ในระหว่างรอประกาศผลนั้น นาโอยะก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆมากมาย และไม่ได้คาดหวังว่า AAA จะได้รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม แต่ช่วงรอประกาศชื่อกลับนานผิดปกติ ทำให้นาโอยะรับรู้ขึ้นมาได้ทันทีว่า วงที่ได้รางวัลคือ AAA เพราะเป็นวงเดียวในหมู่ผู้เข้าชิงในปีนั้นที่อ่านชื่อได้ยากที่สุด ซึ่งท้ายสุดแล้ว AAA ก็ได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมไป
หลังจากนั้น สมาชิกผู้ชายทั้ง 4 คนก็ยังคงมีงานแบ็กแดนเซอร์ต่อ จึงแยกกับสมาชิกที่เหลือและไปเดินเล่นพลางใช้เวลาช่วงเคาต์ดาวน์เฮฮาด้วยกันกันที่ชิบุย่า
Chapter 3 アシタノヒカリ (ASHITA NO HIKARI)
"รู้ว่าผิดสัญญา แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำ" (Hidaka Mitsuhiro)
เรื่องราวของมิตสึฮิโระผู้มีความใฝ่ฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์
ถึงแม้จะได้เดบิวต์ในฐานะของ AAA แล้ว
แต่ตัวเขาเองก็มีความสนใจและอยากขึ้นแสดงในฐานะของแร็ปเปอร์ในคลับต่างๆด้วยเช่นกัน
โดยปกติแล้ว การที่ศิลปินจะไปเที่ยวหรือไปคลับนั้นสามารถทำได้
แต่การไปขึ้นแสดงบนเวทีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เนื่องจากติดสัญญาเกี่ยวกับการทำงานที่เซ็นไว้กับบริษัท โดยในตอนแรกนั้น
มิตสึฮิโระได้เพียงส่งเดโมเทปไปยังคลับต่างๆ แต่วันหนึ่ง
เมื่อได้รับคำตอบรับจากคลับชื่อดังแห่งหนึ่งแล้ว
มิตสึฮิโระก็ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับชีฟเมเนเจอร์ของ AAA ในเวลานั้น
โดยในตอนแรกเขาคิดว่าจะโดนห้ามไม่ให้ไป แต่ทางชีฟเมเนเจอร์ในขณะนั้นก็ได้ถามย้ำว่า
อยากทำจริงๆใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็อนุญาต แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องพยายามกับงานของ AAA
อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มิตสึฮิโระได้เป็นแร็ปเปอร์ในชื่อ SKY-HI
วันแรกที่ได้แสดงในฐานะ SKY-HI นั้นเป็นวันเดียวกับคอนครบรอบ 1
ปีที่นิปปอนบูโดกัง หลังจากแสดงคอนเสิร์ตเสร็จก็ไปแสดงที่คลับต่อ
หลังจากนั้นก็มีงานแสดงในคลับเข้ามาเรื่อยๆ
มีครั้งหนึ่งที่ชวนชูตะไปด้วยและไม่มีใครในที่นั้นรู้ว่าทั้งสองคนคือสมาชิกของ AAA
เพราะสไตล์ของเพลงที่แตกต่างกันด้วยส่วนหนึ่ง แต่โดยปกติแล้วก็จะพยายามปกปิด
โดยมีเพื่อนในวงการแร็ปเปอร์บางส่วนเท่านั้นที่รู้
จนกระทั่งวันหนึ่ง
คลับแห่งหนึ่งได้จัดงานประชันระหว่างแร็ปเปอร์ด้วยกัน
แน่นอนว่ามิตสึฮิโระก็เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ด้วย แต่ในระหว่างการแข่งขัน
คู่ต่อสู้ซึ่งเป็นคนรู้จักก็พูดขึ้นมาต่อหน้าผู้ชมว่า SKY-HI คือมิตสึฮิโระ สมาชิก
AAA ทำให้เสียสมาธิไปชั่วแวบหนึ่งและแพ้ในการแข่งขันครั้งนั้น
แต่ผลที่ได้จากการแสดงครั้งนั้นกลับกลายเป็นว่า ผู้ชมชอบและทำให้ชื่อเสียงของ
SHY-HI โด่งดังขึ้น
หลังจากนั้น ช่วงก่อนคอนครบรอบ 3 ปี AAA ได้ไปแสดงในงาน
a-nation ที่โอซาก้าและนั่งรถกลับโตเกียวด้วยชินกังเซน
ซึ่งในส่วนของสมาชิกฝ่ายหญิงมีงานแยกในตอนเช้าจึงนั่งขบวนที่เร็วกว่าหนึ่งขบวนกลับไปก่อน
และสตาฟฟ์ เมเนเจอร์ รวมถึงสมาชิกผู้ชายก็กลับขบวนถัดมา
ในระหว่างทางเกิดพายุหนักจนต้องหยุดการเดินรถชั่วคราว
ทุกคนจึงออกไปหาที่พักและหาข้าวเย็นกินกัน ซึ่งในระหว่างนั้นเอง
เมเนเจอร์ได้แจ้งให้สมาชิกทราบว่า
ตัวเมเนเจอร์และสตาฟฟ์ทุกคนนั้นจะถูกย้ายหลังจากจบคอนครบรอบ 3 ปี
ซึ่งทุกคนก็เสียใจกันมาก
จากเหตุการณ์นี้เอง
ทำให้ตัวมิตสึฮิโระตระหนักและรู้สึกขอบคุณทั้งเมเนเจอร์ผู้ให้โอกาสได้ทำงานในฐานะ
SKY-HI รวมถึงสมาชิกทุกคนที่มีความผูกพันกับสตาฟฟ์ต่างก็ร้องไห้ออกมาในช่วง mc
ของคอนครบรอบ 3 ปีนั่นเอง
Chapter 4 逢いたい理由 (Aitai Riyuu)
"คุณค่าในการมีอยู่ของฉันคืออะไร? ฉันไม่ควรอยู่ใน AAA หรือเปล่านะ" (Ito Chiaki)
เรื่องของจิอากิ
ผู้ได้รับแรงกดดันหลังจากการเปลี่ยนทีมงานใหม่ทั้งหมด
โดยมติของสตาฟฟ์ชุดใหม่อยากลองให้ AAA นั้นแบ่งกลุ่มชายหญิงทำกิจกรรมดูพักหนึ่ง
และไลน์ร้องเพลงของจิอากิก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสำหรับแฟนๆหลายคนแล้ว
ในช่วงนั้นมีคนที่ยังคงยึดติดกับเมนโวคอลแค่สามคน นั่นคือมิซาโกะ นิชชี่ และนาโอยะ
และเพลงก็ยังขายได้ไม่ดีเช่นเดิม เมื่อจิอากิเห็นคอมเม้นต์ในด้านลบเกี่ยวกับตัวเองในอินเตอร์เน็ตทำให้สูญเสียความมั่นใจลงอย่างมาก
หลังจากนั้น เมื่อเท็ตสึยะ โคะมุโระ โปรดิวเซอร์ในตำนานของ avex
กลับคืนสู่วงการและได้เลือกทำเพลงให้กับ AAA นั่นคือเพลง Aitai Riyuu
ซึ่งจิอากินั้นก็ได้เข้ามาเป็นเมนโวคอลแบบเต็มตัว ในครั้งแรก
จิอากิไม่มั่นใจในเสียงของตัวเอง แต่ด้วยคำพูดหนึ่งของโคะมุโระที่ว่า
เขาให้ความสำคัญกับความรู้สึกของสมาชิก นี่เป็นเพลงของ AAA นะ
ทำให้จิอากิมีกำลังใจขึ้นมา และหลังจากนั้นเพลงนี้ก็ได้รับความนิยมขึ้นมา
และด้วยอิทธิพลกับความมั่นใจซึ่งโคะมุโระได้มอบให้กับจิอากินี้เอง
ที่ทำให้เจ้าตัวเริ่มมองหาแนวทางที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมาให้ได้มากขึ้น
จิอากิรู้ตัวว่าตัวเองชอบแฟชั่น ดังนั้นจึงเริ่มสำรวจตัวเอง
รวมถึงพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับแฟชั่น สไตล์ การแต่งหน้าต่างๆด้วยตัวเองทุกวัน
และเสนอตัวเองขอทำงานร่วมกับสไตล์ลิสต์ในการเลือกชุดต่างๆ
รวมถึงขอดีไซน์การแต่งตัวด้วยตัวเอง ซึ่งในช่วงแรกทุกคนก็หวั่นๆ แต่จิอากิตั้งใจมาก
สิ่งที่ทำเองได้ก็เลือกที่จะทำเองโดยไม่รบกวนสตาฟฟ์
เพื่อที่จะสื่อความตั้งใจของตัวเองไปยังแฟนๆ
รวมถึงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองด้วย
หลังจากนั้น AAA ก็ได้เข้าร่วมงานขาวแดงเป็นครั้งแรกด้วยเพลง
Aitai Riyuu และมีโอกาสได้ออกสื่อมากขึ้น
ซึ่งจุดนี้ทำให้ความพยายามของจิอากิเริ่มเห็นผล
เมื่อมีสื่อและคนที่สนใจกับแฟชั่นและการแต่งตัวในสไตล์ของจิอากิเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
และจิอากิก็เรียกความมั่นใจขึ้นมาได้ทีละนิด
แต่แล้วกลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
เมื่อจิอากิตกจากที่นั่งจนขาหักและไม่สามารถเข้าร่วมทัวร์ 2011
ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในตอนแรกนั้นเจ้าตัวดึงดันที่จะขึ้นเวทีทั้งที่ใส่เฝือกให้ได้
แต่ก็ถูกสตาฟฟ์และทุกคนทัดทาน
จนสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ขึ้นและกลับไปอยู่ที่บ้านพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า
ทั้งที่มีโอกาสแท้ๆกลับมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นในช่วงเวลานี้
ตัวเองนี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ แล้วจู่ๆ สมาชิก AAA ก็โทรศัพท์มาจากไลฟ์
ทำให้จิอากิตื้นตันใจมาก และรับรู้ว่าที่ของตนเองนั้นคือ AAA
Chapter 5 出逢いのチカラ (Deai no CHIKARA)
"เจ็บใจและทุกข์ทรมานมาตลอด ถ้าเพลงนี้ขายไม่ได้พวกเราก็ไม่ไหวแล้ว" (Nishijima Takhiro)
เรื่องของนิชชี่ในช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิงที่สุด
ในช่วงแรกของการตั้งวงนั้น นิชชี่ค่อนข้างจะมีปัญหากับสมาชิกผู้ชายในวง
โดยเฉพาะกับชินจิโร่ที่เป็นน้องเล็กสุด
ด้วยความที่สไตล์การใช้ชีวิตของทั้งสองคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นิชชี่เป็นคนประเภทที่ทำงานตลอดเวลา คิดเรื่องงานตลอดเวลา
แต่ชินจิโร่เป็นประเภทเวลางานคืองาน เวลาพักคือพัก
มีตารางและระเบียบแบบแผนในการใช้ชีวิต
ทำให้สองคนนี้เข้ากันได้ไม่ดีและมีปัญหากันอยู่เสมอ
จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้น ในปี 2007
ซึ่งปีที่สามของการเดบิวต์ ทั้งนิชชี่และชินจิโร่ต้องถ่ายละครเรื่อง Delicious
Gakuin ด้วยกัน รวมถึงอยู่ในช่วงการทัวร์คอนเสิร์ต
ทำให้ต้องเจอหน้ากันอยู่แทบจะตลอดเวลาและไม่มีเวลาพักผ่อน
นอกจากซ้อมการแสดงสำหรับทัวร์แล้วยังต้องท่องจำบทในเวลาอันน้อยนิด
ซึ่งนิชชี่ก็ถูกผู้กำกับว่าเอาเพราะจำบทไม่ได้
เมื่อผู้กำกับสั่งพักกองช่วงกลางวันแล้ว
นิชชี่ก็เดินเข้าห้องแต่งตัวไปเพื่อจะท่องบทให้ได้ตามที่ผู้กำกับต้องการ
แต่จู่ๆชินจิโร่ก็อาสามาช่วยซ้อมบทด้วยกัน พอถามถึงเรื่องข้าว
ชินจิโร่ก็บอกว่าไม่กิน ช่วงนี้กำลังไดเอ็ท ซึ่งนิชชี่เองก็รู้ว่าชินโกหก
เพราะปกติแล้วชินจะพิถีพิถันกับเรื่องการกินมาก
ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็จะต้องหาเวลากินข้าวให้ครบสามมื้อเสมอ
ทำให้นิชชี่ประทับใจมาก
หลังจากนั้น นิชชี่เองก็ได้รับงานแสดงภาพยนตร์เรื่อง Ai no
Mukidashi และหลังจากคอนเสิร์ตเฉพาะของผู้ชาย 5 คนแล้ว ในงานเลี้ยง
ชินจิโร่ก็บอกว่า เมื่อก่อนผมเคยเกลียดนิชชี่
แต่ปีนี้พอได้มาเล่นละครด้วยกันกับนิชชี่แล้วก็ชอบขื้นมาแล้วละ
ทำให้นิชชี่ร้องไห้ออกมากลางวง
ต่อมา ในปี 2013 ในขณะที่กำลังเลือกเพลงที่จะมาเป็นซิงเกิลใหม่
เพลง Koioto to Amazora
นั้นเป็นเพลงแรกที่สมาชิกทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าต้องเป็นเพลงนี้เท่านั้น
ทุกคนช่วยกันวางแผนและคาดหวังว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงฮิต
แต่ในตอนแรกที่ปล่อยเพลงนี้ออกมานั้นกลับขายไม่ได้เท่าที่หวังไว้
ทำให้สมาชิกทุกคนท้อแท้กับผลลัพท์มาก แต่สุดท้ายแล้ว
เพลงนี้ก็กลับมีชื่อเสียงขึ้นมาทีละนิดจากปากต่อปากและอิทธิพลของอินเตอร์เน็ต MV
มีคนเข้ามาดูมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นเพลงฮิตของวงไปในที่สุด
Chapter 6 ダイジナコト (DAIJINA KOTO)
"ชีวิตของผม ถึงจะหนีออกไป ก็ไม่มีที่ไป" (Sueyoshi Shuta)
เรื่องของชูตะเปิดขึ้นด้วยการระลึกความหลังช่วงก่อนเดบิวต์
โดยชูตะอาศัยอยู่อพาร์ทเมนต์เดียวกับนิชชี่
เป็นอพาร์ทเมนต์ที่ทางบริษัทจัดหาไว้ให้สำหรับเด็กฝึก ด้วยความที่ฝึกซ้อมร่วมกัน
เข้ามาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันทำให้ทั้งสองคนค่อนข้างสนิทกันในเวลานั้น
ทั้งสองคนมักจะผลัดกันไปห้องของอีกฝ่าย นั่งดูวีดีโอด้วยกัน
รวมถึงวีรกรรมที่แอบออกนอกหอกลางดึกเพื่อไปซื้อข้าวกล่องที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆและกลับเข้าห้องไม่ได้เพราะทางหนีไฟที่ใช้ออกมาปิดแล้วไม่สามารถเปิดออกจากทางด้านนอกได้
จากนั้นจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับละครเวทีที่ชูตะรับเล่น
ซึ่งชูตะได้รับบทเป็นยากูซ่า
และด้วยความที่เป็นละครเวทีครั้งแรกรวมถึงผู้กำกับชื่อดังจึงตื่นเต้นและกดดันมาก
ชูตะถูกผู้กำกับให้ซ้อมบทเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดเวลา และในระหว่างนั้น
นอกจากซ้อมละครเวทีแล้วยังมีทัวร์คอนเสิร์ต Eight wonder ด้วย
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันและแทบจะไม่มีเวลาพัก ทำให้ชูตะท้อและบีบคั้นให้รู้สึกว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่รับงานละครเวที
รวมถึงกลัวที่จะทำงานออกมาได้ไม่ดีทั้งสองฝั่ง
ในระหว่างการทัวร์ที่ฮอกไกโด
ชูตะเองก็ซ้อมบทละครอยู่จนถึงเช้าและนาโอยะเองก็ได้ยินและให้กำลังใจในตอนเช้า
จนในที่สุดแล้วละครเวทีก็จบลงได้ด้วยดี
Chapter 7 Love
"ไม่ได้แล้วล่ะครับ... ร้องไม่ได้ เอาผมออกจากคนร้องเถอะ" (Atae Shinjiro)
เรื่องของชินจิโร่ในช่วงแรกจะเล่าถึงความทรงจำช่วงถ่ายละคร
Delicious Gakuin
ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อถ่ายเสร็จแล้วต้องรีบไปสนามบินเพื่อบินไปถ่าย MV Get Chu
ที่ฮาวายต่อ ซึ่งชินจิโร่ได้นอนห้องเดียวกับนาโอยะและชูตะ
นาโอยะก็เล่าให้ฟังว่าคิดถึงวีรกรรมของชินจิโร่สมัยไปนิวยอร์ค
โดยในตอนนั้นเครื่องบินมาถึงนิวยอร์คตอนดึกแล้ว ชินจิโร่หิวมากและทนจนถึงเช้าไม่ไหว
เลยไปร้านสะดวกซื้อกับนาโอยะและมิซาโกะ
จากนั้นก็ซื้อบะหมี่ถ้วยมาแล้วก็ต้มน้ำกันในห้องของมิซาโกะ
แต่ที่ต้มน้ำเป็นแบบที่ใช้สำหรับอุ่นกาแฟ น้ำเลยไม่ร้อนสักที
ชินจิโร่ก็โวยวายใหญ่
ในช่วงที่สองนั้นจะเล่าถึงเรื่องของซายากะจัง
ซึ่งเป็นเด็กสาวที่นอนป่วยในโรงพยาบาลและได้รู้จักกับแม่ของชินจิโร่ในตอนที่แม่ไปเยี่ยมคุณป้าข้างบ้านที่รู้จักกัน
ซายากะเป็นแฟนตัวยงของ AAA และชอบชินจิโร่มาก
แต่ด้วยความที่เธอเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
แม่ของชินจิโร่เลยติดต่อไปทางลูกชายและขอซีดีพร้อมลายเซ็นให้กับซายากะ
ซึ่งทางชินจิโร่และสมาชิกทุกคนพอได้ทราบเรื่องก็ช่วยกันเซ็นและส่งของไปให้
รวมถึงส่งกำลังใจไปให้ซายากะอย่างสม่ำเสมอ
จนกระทั่งจู่ๆอาการของซายากะก็แย่ลงกระทันหันและเสียชีวิตลงโดยที่ยังไม่ได้มาพบกับชินจิโร่
และคุณแม่ของซายากะก็มาขอบคุณชินจิโร่ในงานจับมือ ซึ่งทำให้ชินจิโร่รู้สึกว่า
อย่างน้อยสิ่งที่ได้ทำมาจนถึงตอนนี้ก็มีความหมาย ทำให้เลิกคิดที่อยากจะออกจากวง
และก็เศร้าใจที่เด็กสาวต้องมาเสียชีวิตในวัยที่ไม่สมควร
จากนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับความกังวลใจและกดดันต่อการร้องเพลงเพื่ออัดรายการโทรทัศน์
โดยชินจิโร่นั้นไม่มีปัญหาในการร้องเพลงในไลฟ์หรือคอนเสิร์ตทั่วไป
แต่เมื่อต้องอัดไลฟ์สำหรับรายการโทรทัศน์ในสตูดิโอแล้ว
ชินจิโร่จะกดดันและมีอาการเกร็งมากกว่าปกติ
ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนที่ไม่ค่อยมีท่อนร้องก็ไม่เท่าไหร่
แต่ในระยะหลังชินจิโร่มีท่อนร้องหลักมากขึ้น ทำให้เกิดอาการเกร็งและร้องเพลงผิดท่อน
ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝังใจและยิ่งทำให้เกร็งมากขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถร้องเพลงเพื่ออัดรายการได้
ในคืนนั้น ชินจิโร่ได้ส่งข้อความไปในกรุ๊ปไลน์เพื่อขอโทษทุกคน
และบอกว่าตัวเองไม่สามารถร้องเพลงออกโทรทัศน์ได้ ขอแค่ร้องคอรัสหรือเต้นก็พอแล้ว
ถึงจะชอบร้องเพลงไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม ถึงอยากจะร้องเมนโวคอลในการฝึกซ้อมหรือในไลฟ์
แต่ไม่สามารถร้องออกโทรทัศน์ได้ ดังนั้นขอให้ปลดตัวเองออกจากเมนโวคอลด้วย
ซึ่งทุกคนก็ส่งข้อความให้กำลังใจกลับมาไม่ขาดสาย
ทำให้ชินจิโร่ร้องไห้กับความใจดีของทุกคน
ตั้งใจจะเขียนสั้นๆ ไปๆมาๆกลับยาวกว่าที่คิดไว้มากเลยค่ะ ฮือออ
โดยรวมแล้วถือว่าโอเคมากสำหรับเรา มีหลายเรื่องที่เราไม่เคยรู้
อย่างเรื่องชินจิโร่กับนิชชี่ (จริงๆอาจจะมีในบทสัมภาษณ์เก่าๆก็ได้
แต่เราคงไม่เคยอ่านเองเพราะมันเยอะมาก 555)
หรือเรื่องของนิชชี่กับชูตะสมัยอยู่หอพักเดียวกัน
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อ่านแล้วก็อมยิ้มตามไปด้วย อ่านแล้วก็อินไปกับเรื่องราวของแต่ละคนและปลาบปลื้มใจกับวงที่เราชอบที่ผ่านอะไรมาหลายอย่างจนมาถึงวันนี้ได้
เพราะมีอุปสรรคถึงทำให้ทุกคนเข้มแข็ง เพราะทุกคนพยายามถึงมีวันนี้ได้
เป็นเหมือนกำลังใจให้เราฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตต่อไปได้เป็นอย่างดีค่ะ
แล้วพบกันใหม่กับรีวิวเล่มหน้าค่ะ








0 Comments